ที่มา https://www.scimath.org/lesson-mathematics/item/7453-2017-08-11-08-11-14
มนุษย์เราคุ้นเคยกับการวัด (Measurement) มาแต่โบราณ ยาวนานกว่าหลายพันปีก่อนคริสต์ศักราช การวัดเป็นพื้นฐานการคำนวณที่มีวัฒนาการการเกิดและการใช้งานในด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ การวัดเป็นเครื่องมือที่ใช่เพื่อบอกขนาด ปริมาณ ตำแหน่ง สภาวะ และเวลา เป็นต้น ซึ่งทำให้เกิดศาสตร์สำคัญที่มีชื่อว่า มาตรวิทยา (Metrology)
สิ่งที่ทำให้เกิดการวัดมีที่มาจากสิ่งที่เราเรียกว่า ความเป็นธรรม เพราะในการซื้อขายแลกเปลี่ยนที่มีมาตั้งแต่โบราณ จำเป็นต้องมีการกำหนดหน่วยในการวัดเพื่อเป็นมาตรฐานในการแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายนั้น เช่น การวัดขนาดพื้นที่เพื่อระบุกรรมสิทธิ์ในการครองที่ดิน และหน่วยวัดที่มีการกำหนดขึ้นมานี้ก็ทำให้เกิดหน่วยวัดในระบบสากล และระบบหน่วยวัดตามมาตรวิทยาแห่งชาติหรือตราพระราชบัญญัติ ชั่ง ตวง วัด ของประเทศ ในปี พ.ศ. 2466 โดยกำหนดให้ระบบเมตริกเป็นระบบการวัดของประเทศหรือระบบการวัดแห่งชาติ

ภาพ เครื่องมือการวัด
ที่มา https://pixabay.com/th/ ,falconp4
พระราชบัญญัติการพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติพ.ศ.2540 กำหนด “มาตรวิทยา หมายความว่ากิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการสอบเทียบ ปรับตั้งความถูกต้องของเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการวัดปริมาณหรือวิเคราะห์ทดสอบ” มาตรวิทยาถือเป็นการนำความรู่ในธรรมชาติ และพฤติกรรมของมนุษย์ในระบบของการวัด มาเป็นเกณฑ์กำหนดผลของการวัด การสร้างมาตรฐานของการวัด ถือเป็นสิ่งหนี่งสำคัญที่ทำให้เกิดหน่วยวัดในระบบต่าง ๆ
ซึ่งถือเป็นการสื่อความหมายในเชิงการวัดที่ได้จากการสังเกต การคะเน ยกตัวอย่างเช่น
การสื่อความหมายเกี่ยวกับระยะทาง
– บ้านของเธออยู่ห่างจากบ้านของฉันประมาณสองคุ้งน้ำ
– โรงเรียนอยู่ไม่ไกลหรอก แค่เดินไปชั่วข้าวหม้อเดือดเท่านั้น
– หมู่บ้านป่ายางอยู่ไกลจากที่นี่เท่ากับเสียงช้างร้อง
การสื่อความหมายเกี่ยวกับเวลา
– ให้กลับบ้านก่อนพระอาทิตย์ตกดิน
– ตื่นนอนตอนไก่ขัน
– กลับเถอะ นกบินกลับรังแล้ว
การสื่อความหมายเกี่ยวกับระยะทาง
– น้ำลึก 2 ศอก
– ผ้ากว้าง 2 คืบ
ภาพจากการวัดระยะทางของคนไทยในสมัยก่อนจะใช้ร่างกายเป็นเกณฑ์อ้างอิง
ที่มา https://www.dek-d.com/board/view/3683746/
ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นก็เป็นวิวัฒนาการการวัดที่ใช้ธรรมชาติเป็นเกณฑ์ในการวัดและประมาณ ต่อจากนั้นได้มีการพัฒนาหน่วยการวัดและเครื่องมือที่ใช้ให้เป็นแบบมาตรฐานสากล และมาตรฐานของชาติ
มาตรวิทยาสากล
มีการจัดการประชุมด้านมาตรวิทยานานาชาติเป็นครั้งแรกของโลก เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ. 1875 หรือประมาณ ปี พ.ศ. 2418 การประชุมครั้งนั้นทำให้เกิดการลงนามครั้วสำคัญเกี่ยวกับ สนธิสัญญานานาชาติที่เรียกว่า “สนธิสัญญาเมตริก” (The Metre Convention) ซึ่งถือได้ว่า ซึ่งเปนสนธิสัญญานานาชาติที่เกาแกอันดับสองของโลก โดยมีสาระสำคัญดังนี้
1. ให้จัดตั้งสํานักงานชั่ง ตวง วัด ระหว่างประเทศ (International Bureau of Weights and Measures : BIPM) ซึ่งภาระหน้าที่หลักคือการสถาปนาเก็บรักษาหน่วยวัดสากล (International System of Unit, SI)
2. ให้จัดตั้งคณะกรรมการมาตรวิทยาสากล (International Committee of Weights and Measures : CIPM) ประกอบด้วย นักวิทยาศาสตร์ชั้นนําที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์จํานวน 18 คน เพื่อกําหนดมาตรฐานที่เกี่ยวกับหน่วยวัดสากล ตลอดจนกิจกรรมกระบวนการต่างๆ เพื่อให้นานาชาติมีการวัดไปในทิศทางเดียวกัน อันจะนํามาซึ่งการยอมรับผลการวัดระหว่างประเทศต่าง ๆ
3. ให้มีการประชุมนานาชาติด้านมาตรวิทยาเป็นประจําทุกๆ 4 ปีเพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ที่เป็นสมาชิกตามสนธิสัญญาเมตริกลงมติยอมรับข้อกําหนดต่าง ๆ ที่คณะกรรมการมาตรวิทยาสากลนําเสนอ เพื่อให้มีผลเป็นข้อกําหนดร่วมซึ่งเป็นที่ยอมรับของทุก ๆ ประเทศต่อไป
ระบบมาตรวิทยาในประเทศไทย
ประเทศไทยเข้าร่วมประชุมกับนานาชาติด้านมาตรวิทยาและเข้าเป็นสมาชิกของ The Metre Convention ในปี พ.ศ.2455 (ค.ศ. 1912) และอีก 11 ปีต่อมา ใน พ.ศ. 2466 (ค.ศ. 1923) ประเทศไทยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับมาตรวิทยาฉบับแรก คือ พระราชบัญญัติ ชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2466 สาระสําคัญในพระราชบัญญัติดังกล่าว คือ ประเทศไทยยอมรับระบบเมตริกเป็นระบบการวัดของชาติ
ประเทศไทยมีระบบการวัดแห่งชาติที่สอดคล้องกับการวัดสากล โดยแบ่งออกเป็น 2 ระบบดังนี้
-
ระบบการวัดแห่งชาติเชิงพานิชย์หรือเชิงกฎหมาย (Legal Metrology)
เป็นระบบการวัดแห่งชาติที่มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความถูกต้อง ของ การชั่ง การวัด การตวง
-
ระบบการวัดแห่งชาติทางวิทยาสาสตร์และอุตสาหกรรม (Scientific Metrology or Industrial Metrology)


